วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา


ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา
"ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย"
ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 12 กันยายน 2555
     ในช่วงวันที่ 13 – 17 กันยายน 2555 ร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทยตอนบนจะมีกำลังแรงขึ้น ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังค่อนข้างแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งในภาคเหนือ
        ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบน มีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากสภาวะอากาศดังกล่าวและติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดในระยะนี้
       อนึ่ง เมื่อเวลา 1600 น. วันนี้ (12 ก.ย. 55) พายุโซนร้อน “ซันปา” (SANBA) บริเวณด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 13.1 องศาเหนือ ลองจิจูด 131.0 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 85 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตกเฉียงเหนือ ด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าพายุนี้จะเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะไต้หวันในระยะต่อไป

        ประกาศ ณ วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 16.30 น.
   

        (ลงชื่อ) สมศรี ฮั่นตระกูล
        (นางสาวสมศรี ฮั่นตระกูล)
        อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา

ฮือฮา! อินเดียโฆษณาครีมกระชับจิ๊มิ ช่วยคืนพรหมจรรย์




  เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม สำนักข่าวบีบีซีนิวส์ รายงานว่า บริษัท อัลตราเทค ของอินเดีย ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วโลก หลังจากที่เปิดตัวครีมกระชับช่องคลอดยี่ห้อแรกของประเทศ โดยอ้างสรรพคุณว่าจะช่วยเสริมพลังอำนาจแก่ผู้หญิง ทำให้สาว ๆ รู้สึกเหมือนอายุ 18 และกลับมาเป็นสาวบริสุทธิ์อีกครั้ง

            สำหรับโฆษณาของครีมดังกล่าวใช้ชื่อว่า "18 Again" มีความยาวหนึ่งนาที ซึ่งนำเสนอภาพของหญิงสาวในชุดส่าหรีแบบอินเดีย ชวนสามีออกไปร้องเพลงและเต้นรำอย่างมีความสุข พร้อมกับร้องว่า "ฉันสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์" ท่ามกลางสายตาที่มองด้วยความประหลาดใจจากสมาชิกในบ้าน

            โดย นายริชิ บาเธีย เจ้าของบริษัท อัลตราเทค ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ประกอบด้วยละอองทอง อโล เวรา อัลมอนด์ และทับทิม โดยผ่านการทดสอบทางคลินิกแล้ว ซึ่งครีมตัวนี้ถือเป็นครีมกระชับช่องคลอดยี่ห้อแรกในอินเดีย ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่น จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจที่มาจากภายในให้แก่ผู้หญิง รวมถึงการสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้หญิงมีความเป็นตัวของตัวเอง นอกจากนี้เขายังกล่าวชี้แจงด้วยว่า เขาไม่ได้อ้างว่าผลิตภัณฑ์นี้มีสรรพคุณคืนพรหมจรรย์แก่ผู้หญิง เพียงแต่มันจะช่วยดึงความรู้สึกดั่งสาวบริสุทธิ์คืนกลับมา มันเป็นเพียงคำอุปมาอุปไมยเท่านั้น

            อย่างไรก็ตาม ด้วยสรรพคุณที่แปลกประหลาดเช่นนี้ จึงทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งจากแพทย์ กลุ่มเรียกร้องสิทธิสตรี และสังคมออนไลน์ โดยเหล่าแพทย์ก็พากันตั้งข้อสงสัยว่าครีมนี้จะได้ผลจริงหรือ เนื่องจากช่องคลอดสามารถกระชับได้ด้วยกล้ามเนื้อของมันเองเท่านั้น



วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

ป๋าๆ เฮ! อภ.ผลิตไวอากร้าไทย ช่วยปลุกนกเขาขัน


44603_002


นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เปิดเผยว่า อภ.ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ผลิตยาซิเดกร้า (Sidagra) เป็นยาชื่อสามัญที่ใช้ตัวยาชนิดเดียวกับไวอากร้า (Viagra) สำหรับแก้ไขอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในเพศชาย ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหายาปลอมและยาราคาแพงได้

สำหรับยาซิเดกร้าที่ อภ.เป็นผู้ผลิต คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายได้ภายในวันที่ 15 ต.ค.นี้ แบ่งออกเป็น 2 ขนาด ได้แก่ เม็ดละ 50 มิลลิกรัม ราคา 25 บาท และ 100 มิลลิกรัม ราคา 45 บาท ในขณะที่ยาไวอากร้าซึ่งวางขายอย่างถูกต้องในท้องตลาดมีราคาอยู่ที่เม็ดละ 200 บาท

“การผลิตยาดังกล่าวก็เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของยาปลอม ประกอบกับสังคมไทยมีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้น ทำให้กลุ่มยาดังกล่าวเป็นที่นิยม การที่ยามีราคาแพง ทำให้ยากต่อการเข้าถึงการรักษา” นพ.วิทิต กล่าว

นพ.วิทิต กล่าวอีกว่า ขณะนี้ อภ.ได้เตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยเพิ่มมาตรฐานโรงงานผลิตยาให้สูงกว่ามาตรฐานจีเอ็มพี ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับแก้รูปแบบ คาดว่าน่าจะใช้งบประมาณเพิ่มอีกประมาณ 100 ล้าน นอกจากนี้ยังพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน การตลาด เชื่อมโยงกับคู่แข่งทางการค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการจำหน่ายยากลุ่มความดันโลหิตสูง ยารักษาเบาหวาน ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี และยาสมุนไพร ใน 4 ประเทศเพื่อนบ้าน คือ ประเทศลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม เนื่องจากการคมนาคมสะดวก อีกทั้งยังมีความนิยมใช้ยาคล้ายคลึงกัน

นอกจากนี้ ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ อภ.จะมีการเจรจากับประเทศอินโดนีเซียเพื่อต่อรองให้มีการผลิตยาในประเทศดังกล่าว แต่คงไม่ไปลงทุนเต็มรูปแบบเพราะต้นทุนสูง แต่อาจจะเป็นการนำเข้าตัวยาสำเร็จรูปเพื่อไปผลิตต่อภายในประเทศอินโดนีเซียอีกครั้งก่อนจำหน่าย





ลาก่อนเขียวหวานไก่…ฝรั่งจดอ้างสิทธิ์



03


ไม่น่าเชื่อ…ว่าความอร่อยจาก “แกงเขียวหวานไก่” อาหารไทย ที่เรากินกันอยู่ทุกวัน กำลังได้รับความนิยมไปแล้วทั่วโลก โดยเฉพาะในญี่ปุ่น จนกลายเป็นกระแสเรียกว่า ”Green Curry Fever” ส่งผลให้ยอดส่งออกพุ่งขึ้นมากถึง 100 ล้านบาท ขึ้นอันดับหนึ่ง เอาชนะแกงกะหรี่ ยอดฮิตไปแล้ว!!

นอกจากนี้ ยังเป็นเมนูอันดับหนึ่งในร้านอาหารไทยกว่า 7,000 แห่งในอเมริกา สูสีกับต้มยำกุ้ง จนติด CNN Top 50 อาหารนานาชาติ ที่อร่อยที่สุดในโลก แต่…จากนี้ไป มันจะไม่ใช่ของคนไทย จะกลายไปเป็นของฝรั่งแล้ว โดยแหล่งข่าวเบื้องต้นอ้างว่า…นาย John stephen mayor เชฟชื่อดังชาวอเมริกัน ผู้ได้รับสิทธิบัตรสูตรอาหารมากมาย จากทั่วโลก จะแจ้งยื่นขอจดสิทธิบัตรแกงเขียวหวานไก่ ไปเป็นของเขาเอง โดยเขาให้สัมภาษณ์ว่า…

“ ผมจดสิทธิบัตรอาหารมาแล้วทั่วโลก คราวนี้ถึงตาอาหารไทยละ ผมชื่นชอบรสชาติของแกงเขียวหวานไก่มานานแล้ว มันมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมาก แต่จากนี้…มันจะเป็นของคนอเมริกัน ”



และนี่คือ อีกหนึ่งภูมิปัญญาไทยที่ถูกชาวต่างชาติเอาเปรียบ เช่นเดียวกับกรณีของข้าวหอมมะลิและรถตุ๊กตุ๊ก ที่ถูกต่างชาติ จดสิทธิบัตรไปเป็นของพวกเขาแล้ว…

อึ้ง! ผลวิจัยเยอรมันพบสารก่อมะเร็งในชาไข่มุก


     25550911-182959.jpg

        ผลงานวิจัยจากประเทศเยอรมนี เผยว่า หลังการสุ่มตรวจเม็ดไข่มุกในเครื่องดื่มประเภทชาไข่มุก พบว่ามีสารก่อมะเร็งเจือปนในเม็ดไข่มุก

       รายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า องค์การด้านสุขภาพและนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโรงพยาบาลอาร์คอน (University Hospital Aachen) ของเยอรมนี ได้ออกเตือนถึงการบริโภคเครื่องดื่มประเภทชาไข่มุก ซึ่งกำลังเริ่มได้รับความนิยมในประเทศแถบยุโรปรวมทั้งเยอรมนี ว่า นอกจากเครื่องดื่มเหล่านี้จะเสี่ยงก่อให้เกิดอันตรายจากการสำลักเม็ดไข่มุกแล้ว ยังตรวจพบว่าเม็ดไข่มุกเคี้ยวหนึบดังกล่าวยังมีสารเคมีประเภทโพลีคลอริเนต ไบฟีนิล หรือ PCBs (Polychlorinated Biphenyls หรือ PCBs) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งเจือปนอยู่ด้วย

        ตัวอย่างที่สุ่มตรวจพบสารก่อมะเร็งเป็นตัวอย่างจากร้านชาไข่มุกไม่ระบุชื่อสาขาจากประเทศไต้หวัน ในเมืองมอนเช่นกล๊าดบาค (Mönchengladbach) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเยอรมนี โดยตรวจพบสารเคมีประเภท โพลีคลอริเนต ไบฟีนิล ได้แก่ สไตรีน (Styrene) อะซีโตนฟีโนน (Acetophenone) และ สารประกอบของโบรมิเนต (Brominated Substances) ซึ่งเป็นสารที่ไม่สมควรพบในอาหารเจือปนอยู่ด้วย

     อย่างไรก็ดี แม้จะมีการตรวจพบการเจือปนของโพลีคลอริเนต ไบฟีนิล แต่ก็ยังไม่มีรายงานถึงอุบัติเหตุหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากชาไข่มุกในประเทศเยอรมนีแต่อย่างใด

     ทั้งนี้ สารเคมีประเภทโพลีคลอริเนต ไบฟีนิล เป็นสารที่ละลายน้ำได้น้อยแต่ละลายในไขมันได้ดี และสลายตัวได้ยากในสิ่งมีชีวิต เมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์แล้วจะถูกขับออกได้บ้างทางอุจจาระ และปัสสาวะ ที่เหลือจะสะสมในร่างกายทีละน้อย จนเริ่มแสดงอาการของพิษ เริ่มตั้งแต่คลื่นไส้ เหนื่อย เบื่ออาหาร เกิดตุ่มฝีที่ผิวหนัง เล็บคล้ำ ฯลฯ ไปจนถึงอาการขั้นร้ายแรง คือทำให้เกิดความผิดปกติของระบบสืบพันธ์ ระบบภูมิคุ้มกัน และอาจทำให้เป็นมะเร็ง

25550911-182959.jpg



สุโขทัยเอาไม่อยู่! เล็งขีดวง 120 เมตรทำแนวกั้นน้ำใหม่ สกัดน้ำยมทะลัก-เจรจาร้านริมฝั่งรับน้ำเพิ่ม 1 ม.





สุโขทัย - เร่งหาทางแก้น้ำยมทะลักรอยรั่วใต้กำแพงสกัดน้ำท่วมเมืองสุโขทัย เตรียมเจรจาร้านค้ารัศมี 120 เมตรจากจุดรั่วให้รับน้ำเพิ่มอีก 1 เมตร ก่อนขีดวงสร้างแนวกั้นน้ำทะลักเพิ่ม หลัง “บิ๊กแบ็ก”เอาไม่อยู่ถูกน้ำพัดปลิว เผยน้ำท่วมคราวนี้หนักกว่าปี 49
      
       วันนี้ (11 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมตัวเมืองที่ จ.สุโขทัยได้เข้าสู่วิกฤตแล้ว หลังจากตลอดช่วงคืนที่ผ่านมาหลายหน่วยงานได้พยายามขนบิ๊กแบ็กน้ำหนักถุงละ 1.5 ตันเข้าไปอุดกั้นบริเวณจุดที่น้ำยมทะลัก แต่มวลน้ำที่มีแรงปะทะมหาศาลได้พัดเอาบิ๊กแบ็กลอยไปกับกระแสน้ำตลอดเวลา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องยุติการวางกระสอบทรายยักษ์ (Bigbag) ตั้งแต่เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันเดียวกัน
      
       นายนพพร ภู่เจริญ รองนายกเทศมนตรีเมืองสุโขทัยธานี เปิดเผยว่า การวางบิ๊กแบ็กสกัดน้ำยมทำไปได้เพียง 50% ก็ต้องหยุด เพราะกระแสน้ำแรงมากพัดบิ๊กแบ็กปลิวตลอดเวลา รวมทั้งรถบรรทุก 6 ล้อของเทศบาลฯ ที่ขนบิ๊กแบ็กเข้าไปก็ถูกน้ำท่วมพังไปแล้ว 3 คัน จึงต้องวางแผนหาวิธีการป้องกันใหม่


      
       


โดยอาจจำเป็นต้องสร้างแนวป้องกันน้ำในรัศมี 120 เมตรจากจุดที่พังเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมขยายวงกว้าง แต่ปัญหาคือบ้านเรือน ร้านค้า อาคารพาณิชย์ รวมกว่า 100 หลังคาเรือนภายในเขตแนวป้องกันนี้จะต้องถูกน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร และจะต้องมีการจ่ายชดเชยความเสียหายเป็นเงินจำนวนมากด้วย
      
       ล่าสุดทางนายจักริน เปลี่ยนวงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ก็กำลังเจรจากับเจ้าของบ้านเรือน ร้านค้า อาคารพาณิชย์ ที่จะต้องถูกน้ำท่วมเพิ่มอีกอย่างน้อย 1 เมตรเป็นกว่า 2 เมตร พร้อมๆ กับหลายหน่วยงานกำลังเร่งสรุปหาทางแก้วิกฤตต่อไปแล้ว
      
       สำหรับผลกระทบล่าสุด พบมีประชาชนในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานีเดือดร้อนแล้วกว่า 4,000 ครอบครัว หรือกว่า 12,000 คน (จากทั้งจังหวัด 6,288 ครอบครัว 12,618 คน) และได้มีการเตรียมศูนย์อพยพผู้ประสบภัยไว้ที่สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตสุโขทัย ส่วนความเสียหายทั้งหมดคาดเป็นเงินถึง 1,000 ล้านบาท


ขณะที่เช้าวันเดียวกันนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ ก็ได้เดินทางมามอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่บริเวณศาลาชุมชนราชธานี อ.เมืองสุโขทัย ก่อนนั่งเรือไปเยี่ยมชาวตลาดเทศบาลฯ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และตรวจดูความเสียหายบริเวณจุดที่น้ำยมทะลักเข้ามาท่วมตัวเมืองครั้งนี้
      
       ด้านนายสุนันท์ ฟุกฟัก อายุ 45 ปี ชาวบ้านชุมชนราชธานี เปิดเผยว่า น้ำท่วมตลาดเทศบาลฯ ครั้งนี้นับว่าหนักกว่าปี 2549 เพราะปี 49 น้ำท่วมแค่ในตัวตลาด แต่ปีนี้น้ำขยายวงกว้างเข้าไปท่วมในหลายชุมชน โดยเฉพาะที่ชุมชนราชธานี ภายในบ้านของตัวเองถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ทำให้ทรัพย์สินเสียหายจำนวนมาก
      
       ส่วนที่ร้านเจ๊หงส์ขายอาหารสัตว์อยู่ในตัวตลาด ซึ่งตนทำงานอยู่ที่นั่นด้วย ก็ถูกน้ำท่วมเสียหายหนัก คาดเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาทแน่นอน




      




      

      

         

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เปิดเสรีอาเซียน ภาษาอังกฤษสำคัญจริงหรือ?


               



           ท่าม กลางกระแสการตื่นตัวของการเปิดเสรีอาเซียน หลาย ๆ ฝ่ายกำลังเร่งพัฒนาตัวเองด้านภาษาอังกฤษ เพื่อให้ทันต่อความต้องการของโลกกว้างที่จะโอบรัดประเทศเข้าสู่ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนในอีกไม่ถึง 3 ปีข้างหน้า เช่นเดียวกับหลาย ๆ ครอบครัวที่เล็งเห็นความสำคัญ และพยายามสรรหาโรงเรียน หรือสถาบันสอนภาษาเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ลูกตั้งแต่เล็ก ๆ เนื่องจากมีความเชื่อว่า หากใครรู้ภาษาย่อมมีภาษีที่ดีกว่า โดยเฉพาะโอกาส และความก้าวหน้าในอาชีพการงาน
          แต่ในอีกด้านของการเปิดประตูสู่ประชาคมอาเซียน นักวิชาการด้านการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ท่าน มองว่า ไม่ใช่แค่เรื่องภาษาอย่างเดียวที่ควรให้ความสำคัญกับเด็ก ยังมีทักษะชีวิตด้านอื่น ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ และ ผู้ใหญ่ในสังคมควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ด้วย โดยเฉพาะทักษะในการอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างเชิงวัฒนธรรม
          บอกเล่าได้จาก ดร.วรนาถ รักสกุลไทย ผู้อำนวยการแผนกอนุบาล โรงเรียนเกษมพิทยา ในฐานะนักการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กปฐมวัย ให้ทัศนะว่า ผู้ใหญ่หลาย ๆ คนกำลังหลงทางเรื่องอาเซียน อย่างแรกเลยก็คือ ภาษาอังกฤษที่ครู และพ่อแม่ต่างมุ่งเน้น และส่งลูกไปเรียนเพื่อหวังจะให้สื่อสารได้ แต่สำหรับเด็กเล็ก หรือเด็กอนุบาล ทักษะเริ่มต้นในการเตรียมรับอาเซียน คือ ความเป็นมิตรภาพ รู้จักยอมรับ และเคารพในความหลากหลาย นอกจากนั้น เด็กควรได้ฝึกคิดและวิเคราะห์แทนการท่องจำ เช่น ถ้าอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พวกเขาควรจะทำอย่างไรให้หนีและรอดชีวิตออกมาได้
          "ทุกวันนี้หลายๆ ครอบครัวมุ่งเน้นภาษาอังกฤษมากจนลืมทักษะชีวิตด้านอื่นๆ ไป เช่น ความเคารพในความเป็นมนุษย์ของกันและกัน เข้าใจในศักดิ์ศรีความมีคุณค่า และการเปิดใจยอมรับความแตกต่าง ซึ่งทักษะเหล่านี้ เป็นทักษะสำคัญในการเตรียมเด็กไทยสู่การเป็นพลเมืองอาเซียนที่ดีและมีคุณภาพ หากเด็กไม่ได้เตรียมความพร้อมตั้งแต่เด็ก อาจทำให้เกิดปัญหาต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอาเซียนได้" นักการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กปฐมวัยท่านนี้เผย
          อย่างไรก็ตาม แม้จะมีหลายๆ โรงเรียนให้ความสำคัญกับการเปิดเสรีอาเซียนที่กำลังมาถึง ด้วยการเปิดห้องเรียนอาเซียน หรือเปิดหลักสูตรอาเซียนศึกษาเพื่อเป็นหลักสูตรสอนเสริมให้แก่เด็ก แต่ภาพการตื่นตัวที่เกิดขึ้น ดร.วรนาถ ยังมองว่า เป็นการเตรียมเด็กสู่อาเซียนแบบหลงทาง
          "บางโรงเรียนให้เด็กท่องจำธงประเทศต่างๆ หรือซื้อตุ๊กตาสวมชุดประจำชาติของแต่ละประเทศมาให้เด็กเล่น ซึ่งเป็นการสอนที่ไกลตัวเกินไป แต่แนวการสอนที่ควรจะเป็นคือ การสอนให้เด็กมีทัศนคติที่ดีบนความแตกต่างเสียก่อน เช่น สอนให้เด็กรู้ว่า คนทุกคนมีความแตกต่าง และเราก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนคนอื่น หรือถ้ามีความคิดไม่ตรงกัน แทนที่จะโกรธ เกลียด และใช้ความรุนแรงเข้าใส่กัน เราสามารถพูดคุย และช่วยกันหาทางออกได้ ซึ่งการสอนในลักษณะนี้ จะทำให้เด็กรู้จักเคารพในความแตกต่าง ไม่เอาตัวเองเป็นใหญ่" นักการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กปฐมวัยให้แนวทาง
          ด้าน ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันองค์ความรู้แห่งเอเชีย และ  ผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียนศึกษา ให้ความเห็นในเรื่องเดียวกันนี้ว่า ภาษาอังกฤษเป็นทักษะที่จำเป็นต่อเด็ก และคุณพ่อคุณแม่ในอนาคต โดยเฉพาะการมาถึงของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่ในขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการปลูกฝังให้ลูกมีจิตใจที่เปิดกว้าง และยอมรับความแตกต่างอย่างหลากหลายด้วย เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นพลเมืองอาเซียนที่มีความเจริญทางอารยะหรือมีความดี งามในจิตใจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญ และยั่งยืนในทุกด้าน
          "เราต้องสร้างเด็กให้มีความเจริญทางอารยะ นี่คือสิ่งที่แม่อย่างดิฉันอยากเห็น สัมผัสได้จากประเทศลาว เขาไม่ได้มีเทคโนโลยีอะไรมากมาย แต่ใครที่ได้ไป เชื่อว่าคุณจะรู้สึกได้ว่า ประเทศนี้คือประเทศที่เจริญแล้วอย่างแท้จริง โดยเฉพาะความเจริญที่ใจของคน ดังนั้นการมองอาเซียน อยากให้มองที่การร่วมมือ และเติบโตไปพร้อม ๆ กัน ไม่ใช่มอง หรือเน้นไปที่การแข่งขันว่า ประเทศของฉันจะต้องโดดเด่นเพียงประเทศเดียว" ผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียนศึกษาสะกิดใจผู้ใหญ่ในสังคม
         
ปิดท้ายกันที่ สุภาวดี หาญเมธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทรักลูกกรุ๊ป จำกัด ให้มุมมองว่า การที่จะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นอกจากเรื่องการศึกษา และทักษะทางภาษาที่จะต้องเตรียมให้เด็กแล้ว อีกเรื่องที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม คือ ความฉลาดทางวัฒนธรรม และการมีทัศนคติทางบวกต่อความแตกต่างอย่างหลากหลาย ซึ่งนับเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่เด็กยุคใหม่ควรมี เพื่อพาตัวเอง และประเทศชาติก้าวไปสู่ความสำเร็จในวันข้างหน้าอย่างสง่างาม
          "ถ้าจะเลี้ยงลูกให้สามารถอยู่ได้ในประชาคมอาเซียน ส่วนตัวมองว่า ไม่ใช่แค่ยิ้มสยาม ไม่ใช่แค่พูดภาษาอังกฤษเก่ง และไม่ใช่แค่ใช้เทคโนโลยีเป็น แต่เรื่องใหญ่กว่านั้นคือ ความฉลาดทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญ ในการรู้จักปรับตัวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงบนความแตกต่าง แต่ทุกวันนี้ ทันทีที่เรานึกถึงพม่า เราจะถึงนึกโสร่งกับมีดดาบก่อนเลย หรือไม่ก็ภาพข่าวแรงงานพม่าปาดคอนายจ้าง แต่เราไม่เคยมองพม่าในมุมอื่นเลย ซึ่งเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น เพราะเราเองที่ไปย่ำยี หรือกดขี่เขามากเกินไปหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ คือเรื่องเร่งด่วนที่พ่อแม่ควรปลูกฝังให้ลูกรู้เขารู้เรา ยอมรับ ลดอคติ ไม่เอาตัวเองตัดสิน และเคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น" คุณสุภาวดีฝาก
         
ถึงแม้ภาษาอังกฤษจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครรู้ภาษาย่อมมีภาษีดีกว่า แต่หลายๆ ทักษะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการมาถึงของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ที่มาพร้อมกับความหลากหลายทั้งทางวัฒนธรรม และสังคม รวมไปถึงการทำงานในบริบทวัฒนธรรมที่ต่างกันไป หากเด็กไทยถูกปลูกฝังให้มีทัศนคติทางบวก และมีความละเอียดอ่อนแม่นยำในการรับรู้วิถีจารีตในวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แล้ว โอกาสที่จะเติบโตเป็นพลเมืองอาเซียน และก้าวสู่ความสำเร็จในวันหน้าย่อมมีได้มาก
          นับเป็นความท้าท้ายสำหรับคนเป็นพ่อแม่ในยุคนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว